เส้นทางการเดินทางของอาชีพอัยการที่ควรรู้

 

อัยการเป็นตำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐในการรับคำร้องจากพนักงานสอบสวน แล้วพิจารณาเห็นควรว่า จะดำเนินคดีฟ้องร้องแล้วส่งไปชั้นศาลหรือไม่ ถ้าต้องฟ้องร้องเอาผิดจำเลยหรือผู้ต้องหาในคดี แล้วฝ่ายโจทก์ไม่มีทนายความ รัฐก็จะให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องในคดีให้

จากบทบาทหน้าที่ในภาพรวม จะเห็นว่าอัยการจำเป็นต้องมีความรอบรู้และแม่นยำในข้อกฎหมายสูง เพราะเกี่ยวพันกับชีวิตผู้คน ความเดือดร้อนที่ผู้คนได้รับ จนถึงขั้นมีการเสียชีวิต เสียทรัพย์สิน และอื่นๆ ทำให้ต้องฟ้องร้องเอาผิดจากอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือองค์กรก็ตาม อาชีพอัยการจึงต้องอยู่กับข้อกฎหมายและการพิจารณาฟ้องร้อง เพื่อมองหาโอกาสที่จะชนะคดี รวมถึงความสามารถในการนำสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการว่าความในชั้นศาล เพื่อโน้มน้าวผู้พิพากษาหรือคณะลูกขึ้นให้เห็นชอบด้วย อาชีพอัยการจึงไม่ต่างอะไรจากการเป็นทนายความให้ฝ่ายโจทก์นั่นเอง

แล้วถ้าอยากเป็นต้องเรียนอะไรบ้าง ก่อนอื่นควรต้องดูคุณสมบัติของผู้ที่จะสอบเป็นอัยการกันก่อน

อ้างอิงจากมาตรา ๓๓ ผู้สมัครสอบคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและอัยการผู้ช่วย ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

(๑)    (ก) สอบไล่ได้เป็นธรรมศาสตรบัณฑิต หรือนิติศาสตรบัณฑิต หรือสอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.อ. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี

(ข) สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และ

(ค) ได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเป็นข้าราชการตุลาการ จ่าศาล รองจ่าศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี พนักงานคุมความประพฤติ นายทหารเหล่าพระธรรมนูญ หรือทนายความ หรือได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายอย่างอื่นตามที่ ก.อ. กำหนด ทั้งนี้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี และให้ ก.อ. มีอำนาจออกระเบียบกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนั้นๆ ด้วย

(๒) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๓) มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี

(๔) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(๕) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา

(๖) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

(๗) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(๘) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งให้พักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการหรือตามกฎหมายอื่น

(๙) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

(๑๐) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๑๑) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ

(๑๒) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่ง ก.อ. จะได้กำหนดให้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.อ.ได้พิจารณารายงานของแพทย์เห็นว่าสมควรรับสมัครได้

ถ้าผู้สอบขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๓ หรือทางหน่วยงานเห็นว่ามีชื่อเสียงและความประพฤติไม่เหมาะสมก็เท่ากับหมดสิทธิ

อาจมีคำถามว่าทำไมเงื่อนไขยากขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนั้นครับ เพราะตำแหน่งอัยการแม้จะไม่ใช่อาชีพร่ำรวยอะไรนัก แต่การตัดสินใจต่างๆส่งผลต่อชีวิตของผู้คน ใครก็ตามที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ จึงต้องมีความรอบรู้และความน่าเชื่อถือ มีความเที่ยงตรงมาก ดังนั้น ผู้ที่คิดอยากเป็นอัยการ ขอแนะนำให้เริ่มลงมือตามขั้นตอนของกฎหมายนี้ครับ